เส้นทางชีวิตสู่ความสำเร็จ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี


ช่วงวัยเด็ก

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี เกิดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2477 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของนายสำเร็จและนางประดับ ชัยเสรี ซึ่งศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี (ต่อจากนี้จะขอเรียกนามของท่านว่า “อาจารย์” “ท่านอาจารย์” หรือ “อาจารย์อรุณ” ซึ่งเป็นที่คุ้นหูกันดี) ได้เริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนใกล้บ้าน ความซุกซนชอบวิ่งเล่น จึงมักทำให้มีแผลกลับบ้านอยู่เนืองๆ คุณแม่ประดับซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรไทยและยาพื้นบ้าน เนื่องจากในสมัยนั้นยาแผนปัจจุบันซื้อหายากมาก ท่านจึงใช้วิธีการรักษาแผนโบราณ เช่น ครั้งหนึ่งท่านโดนสุนัขแม่ลูกอ่อนงับเข้าที่เนื้อหัวเข่าจนมันจุกออกมา คุณแม่จะเอาขมิ้นฝนกับปูนกินหมากแล้วทาที่แผล ปรากฏว่าแผลไม่อักเสบเลย 2-3 วันก็หายเป็นปกติ หรือถ้าเกิดปวดท้อง ท้องเดิน คุณแม่จะเอาใบทับทิมและใบเทียนหอมอย่างละเท่าๆ กัน นำมาต้มจนน้ำออกสีเข้มๆ ดื่มต่างน้ำก็หายเป็นปลิดทิ้ง จากสิ่งเหล่านี้ในวัยเด็กทำให้ท่านสนใจในพืชสมุนไพรและนำมาใช้รักษาโรคควบคู่กับการรักษาแบบแผนปัจจุบันของตนเอง




ช่วงวัยรุ่น

เมื่อเรียนจบระดับประถมศึกษาแล้ว ท่านจึงได้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก และในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ท่านได้เลือกเรียนสายศิลป์ เพราะในช่วงวัยนั้นท่านไม่ชอบการคำนวณเอาเสียเลย จึงคิดว่าการเรียนสายศิลป์น่าจะง่ายกว่าเรียนสายวิทย์ อีกทั้งยังชอบการเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเล่นแบตมินตัน จึงทำให้มีผลการเรียนไม่ดีนัก ซึ่งครั้งหนึ่งอาจารย์ได้ลงแข่งขันแบตมินตันรุ่นจิ๋วและได้เป็นผู้ชนะเลิศ จึงได้นำเหรียญทองไปอวดคุณแม่ แต่คุณแม่กลับถามว่า “เหรียญเอาไปขายกินได้ไหม?” ซึ่งคำถามสำคัญนี้ทำให้ท่านได้ฉุกคิดและกลับมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหนังสือมากขึ้น ประกอบกับพี่ชายที่เคยช่วยสอนการบ้านให้ ต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องช่วยตัวเอง

เมื่อท่านหันมาสนใจศึกษาเล่าเรียนหนังสืออย่างจริงจัง ด้วยการเริ่มทำความเข้าใจกับวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และก็เป็นไปตามดั่งสุภาษิตคำพังเพยที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั้น” ท่านก็เริ่มเข้าใจว่า วิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ยากอย่างที่คิดและเริ่มสนุกกับการเรียน “โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตซึ่งเป็นเสมือนยาขม แต่เมื่อลองอ่านและทำความเข้าใจใหม่ตั้งแต่ทฤษฎีบทที่ 1 ก็ไม่เห็นมีอะไร ทำโจทย์ได้ทุกข้อ” ท่านอาจารย์กล่าว

หลังจากนั้น อาจารย์เริ่มมีผลการเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการสอบในแต่ละครั้ง ก็จะได้คะแนนดีตลอด อันดับผลการสอบก็จะได้เลขตัวเดียว จนกระทั่งตอนเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 8 อาจารย์อรุณสอบได้อันดับ 1 ของห้อง และสอบได้อันดับที่ 34 ของประเทศ (ในสายศิลป์)

ซึ่งจากเดิมที่คิดว่าตนเองไม่ชอบการคำนวณจึงเลือกเรียนสายศิลป์ แต่เมื่อพิจารณาต่อไปในอนาคตเห็นว่าคนที่เรียนสายนี้ เมื่อจบการศึกษาไปก็มักจะมีอาชีพเป็นครู แต่ตนเองไม่ชอบเพราะคิดว่าไม่น่ามีอะไรตื่นเต้น ท่านจึงตัดสินใจเปลี่ยนแนวทางใหม่ ด้วยการไปเรียนกวดวิชาคณิตศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ เพื่อสมัครสอบเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าวิศวกรรมศาสตร์เรียนอะไร เรียนจบแล้วจะไปทำงานด้านไหน ก่อนการสอบเอนทรานซ์เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ท่านมีความคิดอยากเปลี่ยนไปเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เพราะเป็นคนชอบวาดรูป จึงเข้าพบอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบ เพื่อขอย้ายคณะ แต่อาจารย์ท่านนั้นบอกว่าไม่ได้ อีกทั้งยังให้ข้อคิดและบอกว่า “การที่เราจะทำอะไรนั้น ควรคิดให้ดีก่อนและเมื่อตัดสินใจไปแล้วต้องเดินหน้าต่อไป” จึงทำให้ท่านตัดสินใจเข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์เช่นเดิม และนี่อาจจะเป็นชะตาฟ้าลิขิตให้มาเป็นวิศวกร




ช่วงเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อท่านได้เข้าไปเป็นนิสิตจุฬาฯ แล้ว จึงอยากเข้าชมรมเพื่อทำกิจกรรมที่ตนชอบคือ ชมรมแบตมินตัน แต่ชมรมนี้มีสมาชิกจำนวนมาก สนามแบตมินตันแทบไม่เคยว่างเลย จึงทำให้เลิกเล่นกีฬา และคิดหากิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถทำได้คนเดียว พอดีในช่วงเวลานั้นคุณพ่อได้ให้กล้องถ่ายรูปเก่าๆ มาตัวหนึ่ง จึงได้หันลองมาฝึกการใช้กล้อง ลองถ่ายรูปเล่น ฝึกฝนการถ่ายภาพไปเรื่อยๆ โดยใช้ห้องน้ำเก่าที่บ้านเป็นสถานที่ล้างรูปและอัดขยายภาพ แต่กระนั้นคุณภาพของภาพถ่ายก็ออกมาสวยดี ซึ่งท่านได้เคยส่งภาพผลงานเข้าประกวดและได้รับรางวัลอันดับที่ 2 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งขึ้นปีที่ 3 ก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกชุมนุมถ่ายภาพ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการถ่ายรูปและการใช้กล้องได้กลายเป็นกิจกรรมที่ท่านชื่นชอบมาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านยังได้นำความรู้ในการถ่ายรูปมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานด้วย

ในวันสอบสุดท้ายของการเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดร.ชัย มุกตพันธ์ ได้เรียกอาจารย์อรุณและเพื่อนสนิทของท่านอีกคนหนึ่งเข้าพบ ซึ่งปัจจุบันท่านนี้คือ รองศาสตราจารย์ วิเชียร เต็งอำนวย เพื่อถามว่าสนใจเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์หรือไม่ และเนื่องด้วยทั้ง 2 ท่าน เป็นเพื่อนรักสนิทกันมาก อีกทั้งในขณะนั้นก็ยังไม่ได้สมัครงานที่ใด จึงตอบรับเป็นอาจารย์สอนในคณะฯ ทันทีเพื่อจะได้ทำงานด้วยกัน ซึ่งผลการสอบได้ออกมาในภายหลังว่า อาจารย์อรุณสอบได้เกียรตินิยม อันดับ 2 ในสาขาวิศวกรรมโยธา




ช่วงเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ท่านได้เข้ามารับราชการเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2499 จนถึงปี พ.ศ. 2521 เป็นเวลา 22 ปี การเข้าไปเป็นอาจารย์ในช่วงแรก ได้รับมอบหมายให้สอนนิสิตชั้นปีที่ 1 วิชาเขียนแบบ (drawing) ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานยังไม่มีความซับซ้อน เช่น การสอนสร้างรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เส้นตรง และคัดลายมือตัวอักษรเฉพาะที่จะใช้ในการเขียนแบบ และอีกในหลายวิชา ซึ่งอาจารย์ได้เคยเล่าถ่ายทอดให้ฟังถึงบรรยากาศการเรียนการสอนสมัยนั้นว่า การเรียนในสมัยนั้นยังไม่ทันสมัย อุปกรณ์การสอนค่อนข้างเก่า แม้แต่เครื่องคิดเลขยังใช้มือหมุน ส่วนใหญ่จะใช้ slide rule ในการคำนวณ เพราะน้ำหนักเบา ขนาดเล็กกะทัดรัด เป็นที่สังเกตว่านิสิตที่เรียนระดับสูงขึ้น มักใช้ slide rule ที่มีขนาดเล็กลง (slide rule คือ ไม้บรรทัดชนิดหนึ่ง และนับเป็นเครื่องคำนวณแบบอนาลอกอีกอย่างหนึ่งด้วย ประกอบด้วยแถบปรับได้ 3 แถบ และช่องสำหรับเลื่อน 1 ช่อง เรียกว่า "เคอร์เซอร์" (cursor) นิยมใช้กันทั่วไปในหมู่วิศวกรและสถาปนิกหรือนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์) จนเมื่อมีการผลิตเครื่องคิดเลขออกมาและราคาไม่แพง เครื่องคิดเลขจึงเป็นที่นิยมมากกว่า และ slide rule จึงกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไป ซึ่งต่อมามีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน แต่ก็มีขนาดใหญ่มากเกือบเท่าห้องเรียน ทำให้ต้องสร้างตึกคอมพิวเตอร์ให้โดยเฉพาะ อุปกรณ์ประกอบการสอนแทบจะไม่มี จึงทำให้ต้องหาวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม และปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเป็นที่เข้าใจกันได้ดีระหว่างอาจารย์กับนิสิต

นอกจากนี้ การเข้าไปเป็นอาจารย์สอนในช่วงแรกๆ นั้น ยังไม่มีภาระงานมากนัก ท่านจึงมองหางานอดิเรกทำ ซึ่งบังเอิญได้เจอบทความในวารสารฉบับหนึ่ง กล่าวถึงการทำ hydroponic farm พร้อมทั้งบอกสูตรน้ำยาที่ใช้รดผักด้วย เช่น แตงร้านและมะเขือเทศ โดยคาดหวังว่าหากได้ผลผลิตดีจะขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งก็ได้ผลเกินกว่าที่คาดไว้ แตงร้านโตเร็ว ลูกอวบ ทั้งๆ ที่ปลูกในฤดูร้อน ท่านจึงเตรียมหล่อแผ่นคอนกรีตสำหรับ ทำร่อง แต่เผอิญได้ทุนฟูลไบรท์ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาและหลังจากจบกลับมาแล้ว ภาระหน้าที่ในการสอนหนังสือและงานช่วยเหลือทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนในที่สุดต้องยกเลิกโครงการปลูก hydroponic ไป

ตลอดระยะเวลาการเป็นอาจารย์สอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ท่านจะใช้แนวทางการสอนให้นิสิตทุกคนต้องมีความรักในวิชาชีพของตน และต้องมี “engineering sense” คือ เมื่อนิสิตได้จบการศึกษาและได้ออกไปทำงานเป็นวิศวกรสักระยะหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถดูและรู้ว่า อะไรเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ กล้าตัดสินใจบนพื้นฐานความรู้ที่แม่นยำ ด้วยการนำประสบการณ์การทำงานจริงเข้ามาสอนในห้องเรียน ซึ่งอาจารย์อรุณได้เคยกล่าวไว้ว่า “อาจารย์ควรทำงานหาประสบการณ์บ้าง ไม่ใช่สอนจากตำราเพียงอย่างเดียว เพื่อนิสิตจะได้เกิดความมั่นใจในสิ่งที่ตนเรียนไปนั้นสามารถใช้งานได้จริง” ในช่วงที่ท่านเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาการวิเคราะห์และคำนวณออกแบบโครงสร้าง มีนิสิตบางคนถามว่า “อาจารย์เคยออกแบบงานจริงๆ หรือเปล่า” ทำให้ท่านอาจารย์สามารถตอบนิสิตคนนั้นได้อย่างเต็มปาก เพราะท่านได้เคยทำงานคำนวณออกแบบและใช้งานได้จริงๆ มาแล้ว จึงนำประสบการณ์ทำงานจริงมาสอนในห้องเรียนได้ ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังพานิสิตไปดูงานในสถานที่ก่อสร้างจริงๆ ด้วยหลายครั้ง “การสอนหนังสือนี้ดีหลายอย่าง มีโอกาสได้ทำวิจัย ได้ลองทำโครงสร้างแปลกๆ และให้นิสิตได้คิดลองทำเป็นโครงการด้วย” อาจารย์อรุณได้กล่าวไว้ ตอนนี้ท่านอาจารย์เริ่มชอบการสอน สรุปได้ว่าสิ่งที่ต้องการเรามักจะไม่ได้ แต่จะได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการเสมอ ฉะนั้นเราต้องอยู่กับมันให้ได้ด้วยความรักและความมุ่งมั่นทำให้ดีที่สุด

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี ได้ทุนฟูลไบรท์ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางด้านวิศวกรรมโครงสร้างและการขนส่ง ซึ่งต่อมาได้รับคัดเลือกให้เป็น Prominent Thai Fulbrighter ชนิด ALL-TIME FAME ในปี พ.ศ.2542 การไปศึกษาต่อในครั้งนี้ ท่านได้ไปพร้อมกับเพื่อนสนิทคนเดิมซึ่งก็คือ รองศาสตราจารย์ วิเชียร เต็งอำนวย

ในระหว่างที่เป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ท่านอาจารย์ได้มีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์การทำงานจริงอย่างมาก เนื่องจากในขณะนั้น ดร.รชฎ กาญจนะวณิชย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้าง ได้มอบหมายให้อาจารย์อรุณเป็นผู้สอนวิชาโครงสร้าง (structure) ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตราจารย์ อรุณ สรเทศน์ ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ขอให้ช่วยเหลืองานออกแบบโครงสร้างอาคารหอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เป็นงานชิ้นแรก และตามด้วยอาคารต่างๆ อีกหลายหลังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งผลงานการออกแบบโครงสร้างอาคารที่ท่านมีความภาคภูมิใจอย่างมาก คือ การออกแบบหลังคาเปลือกบาง (thin shell) ของอาคารหอสมุด อาคารสโมสร อาคารคณะแพทย์ศาสตร์ อาคารที่ทำการของหอพักในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรวมถึงการออกแบบหลังคาของอาคารรัฐสภาไทย (ถนนอู่ทองใน) ซึ่งก็เป็นหลังคาเปลืองบางเช่นเดียวกัน ท่านอาจารย์ได้เคยเล่าว่า “การออกแบบหลังคาเปลือกบาง จะมีการคำนวณที่ซับซ้อนและยุ่งยากมากกว่าธรรมดา เพราะเป็นโครงสร้าง 3 มิติ” ดังจะเห็นได้ว่า นอกจากงานสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแล้ว ท่านยังมีประสบการณ์ทำงานจากการออกแบบใช้งานได้จริง และสามารถนำมาใช้สอนในห้องเรียนได้อีกด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ท่านเป็นอาจารย์สอนในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น โต๊ะทำงานของท่านอยู่ด้านหน้าห้องคุณพระเจริญวิศวกรรม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงทำให้ท่านได้เห็นแบบอย่างและซึมซับวิธีการทำงาน และชีวิตประจำวันของคุณพระเจริญฯ ซึ่งท่านเป็นผู้สมถะ ใส่เสื้อผ้าลักษณะเดียวกันทุกวัน เสื้อนอกสีขาว กางเกงสีเทา ใส่หมวกกะโล่ ถือไม้เท้าและคาบไปป์ อาจจะกล่าวได้ว่าคุณพระเจริญวิศวกรรม ได้กลายเป็นบุคคลต้นแบบ ที่ท่านอาจารย์ได้ดำเนินรอยตามเป็นแบบอย่างในบางส่วน เช่น ความสมถะ การแต่งกายด้วยการใส่เสื้อเชิร์ตขาวและกางเกงสีดำ

จากการที่ท่านได้อุทิศตนให้กับการสอนหนังสือ การดูแลลูกศิษย์ คอยเป็นห่วงติดตามให้มาเรียน มาสอบ จึงเป็นที่รักและเคารพของลูกศิษย์อย่างมาก ประกอบกับการคอยให้ความช่วยเหลือการงาน ของอาจารย์และเพื่อนร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเวลาต่อมา ท่านอาจารย์ได้เกษียณตนเองออกจากราชการ เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพไม่สามารถใช้เสียงได้ แต่กระนั้นท่านก็ยังคอยช่วยเหลืองานสังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จึงได้ขอมอบตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณ สาขาวิศวกรรมโยธา ให้แก่ท่าน ในปี พ.ศ. 2523 ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นจากสมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ในปี พ.ศ.2526 และต่อมาในปี พ.ศ. 2534 ท่านได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




ช่วงก่อตั้ง บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด (ACS)

ในปี พ.ศ.2522 ท่านได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์สอน เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพเรื่องการใช้เสียง โดยแพทย์วินิจฉัยว่าหากยังคงทำหน้าที่สอนหนังสือต่อไปซึ่งต้องใช้เสียงอย่างมาก จะมีโอกาสเสี่ยงเกิดเป็นมะเร็งที่คอถึง 90% จึงทำให้ท่านจำเป็นต้องตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และได้มาก่อตั้งบริษัทอรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด (ACS) ซึ่งท่านเองก็ไม่เคยมีความรู้เรื่องการจัดตั้งหรือจดทะเบียนบริษัทมาก่อน เมื่อถูกถามถึงชื่อบริษัทที่จำเป็นต้องไม่ซ้ำกับที่อื่น ท่านจึงเอาชื่อของตนเองมาตั้งเป็นชื่อบริษัท และทำงานตามที่ถนัดคือ การคำนวณออกแบบโครงสร้างและให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม ปรากฏว่ามีงานโครงการต่างๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อนที่จะทำการจัดตั้งบริษัทฯ แห่งนี้ ท่านอาจารย์ก็มีผลงานการออกแบบโครงสร้างมามากกว่า 400 โครงการแล้ว

แนวทางการทำงานและการบริหารงานบริษัทของท่าน คือการรักษามาตรฐานการทำงานอย่างสม่ำเสมอ มีความรับผิดชอบต่องานสูง เดินทางไปตรวจงานเองทุกครั้ง และเข้าร่วมการประชุมทุกครั้งด้วยตนเอง จึงทำให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจจากทั้งเจ้าของงาน และบริษัทสถาปนิกที่ร่วมงานด้วยกัน ดังนั้นกิจการของบริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด จึงเป็นธุรกิจที่เจริญเติบโต และขยายกิจการออกไปอย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยการทำงานคนเดียวที่บ้าน แต่เมื่อมีงานเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จนต้องรับสมัครพนักงานเข้ามาช่วยทำงานและหาสถานที่ทำงาน ซึ่งในช่วงแรกนั้น ท่านได้ขอใช้สถานที่ชั่วคราวจาก รองศาสตราจารย์ วีระ บูรณกาญจน์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นเวลาประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นจึงได้ย้ายไปยังอาคารสำนักงานบริเวณถนนราชดำริ เป็นสถานที่ทำการของบริษัท

ท่านอาจารย์ยังคงรักษามาตรฐานการทำงานอย่างต่อเนื่อง และการให้บริการเป็นอย่างดี จึงมีลูกค้าซึ่งไว้วางใจเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ธุรกิจมีเจริญความก้าวหน้า ทำให้ต้องขยายกิจการออกไปอีก มีจำนวนพนักงานเพิ่มมากขึ้น อาคารสำนักงานแห่งเดิมเริ่มไม่เพียงพอต่อการทำงาน ท่านจึงตัดสินใจมาสร้างอาคารสำนักงานเป็นของตนเองบนที่ดินที่ได้มาจากคุณพ่อ คือ “ตึกช้าง” บริเวณแยกรัชโยธิน สาเหตุที่สร้างอาคารเป็นรูปช้าง เพราะท่านชอบช้างและเก็บสะสมช้างเป็นจำนวนมาก ประกอบกับลักษณะที่ดินเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คุณองอาจ สาตรพันธุ์ สถาปนิกและศิลปินแห่งชาติด้านสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ซึ่งคุ้นเคยกับท่านอาจารย์เป็นอย่างดี ได้เป็นผู้ออกแบบอาคารให้ดูสวยงามแบบนามธรรม (abstract) โดยมีลักษณะอาคารเป็นรูปช้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านชื่นชอบ เมื่ออาคารก่อสร้างแล้วเสร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 “ตึกช้าง” ได้รับการจัดเป็นอันดับที่ 4 หนึ่งในตึกระฟ้าที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในโลกจาก 20 อันดับ

บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจสูงจากทั้งสถาปนิก วิศวกรและผู้รับเหมาก่อสร้าง ทุกหน่วยงานอยากร่วมทำงานด้วย เพราะท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยอันดีงาม จึงเป็นผลให้บริษัทฯ แห่งนี้ มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้มีโอกาสขยายธุรกิจรูปแบบการให้บริการมากขึ้น ซึ่งจากจุดเริ่มต้นของบริษัทฯ มีเพียงฝ่ายออกแบบโครงสร้างเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ มีทั้งฝ่ายบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง ฝ่ายบริหารงานโครงการ ฝ่ายวิศวกรรมระบบ พลังงานและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับไป ก่อนปี พ.ศ.2559 เมื่อมีการกล่าวถึง “สิ่งก่อสร้างที่เป็นที่สุดของประเทศไทย” เช่น อาคารที่สูงที่สุด (ในขณะนั้น ใบหยก 1 เป็นอาคาร 43 ชั้น สูง 150 เมตร ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น และตามด้วย ใบหยก 2 เป็นอาคาร 84 ชั้น สูง 310 เมตร ใต้ดิน 2 ชั้น) อาคารที่ลึกที่สุด (แกรนด์ ไชน่า ทาวเวอร์ เป็นอาคาร 28 ชั้น ใต้ดินลึก 6 ชั้น เท่ากับ 18 เมตร) อาคารที่กว้างที่สุด (ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ มีพื้นที่ใช้สอย 65,000 ตารางเมตร) และอาคารที่แคบที่สุด (ไทวาทาวเวอร์2 เป็นอาคาร 61 ชั้น สูง 164 เมตร ความหนาของอาคารเพียง 13.7 เมตร) ล้วนเป็นผลงานการออกแบบโครงสร้างของบริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง-เอนจิเนียร์ส จำกัด ทั้งสิ้น และนับจวบจนปัจจุบัน บริษัทฯ มีผลงานมากกว่า 3,000 โครงการแล้ว




ชีวิตครอบครัว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี ได้พบรักกับ คุณนงเยาว์ อโณทัยวงศ์ ที่รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทด้วยกันทั้งคู่ ท่านอาจารย์เดินทางไปพร้อมกับเพื่อนสนิทของท่านซึ่งก็คือ รองศาตราจารย์ วิเชียร เต็งอำนวย ส่วนคุณนงเยาว์เดินทางไปศึกษาต่อพร้อมกับ อาจารย์พวงสุวรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเช่นเดียวกัน และอาจารย์พวงสุวรรณก็เป็นคู่หมั้นหมายของ อาจารย์วิเชียร ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศทั้ง 4 ท่านนี้ จึงมักไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาซึ่งกันและกัน ท่านอาจารย์มีความประทับใจคุณนงเยาว์เป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นสุภาพสตรีที่เรียบร้อย มีความสมถะ ประหยัดและตรงไปตรงมา ซึ่งมีลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึงกัน ท่านทั้ง 2 จึงได้หมั้นหมายกันที่ต่างประเทศ และกลับมาสมรสกันที่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2504 ชีวิตหลังสมรส ท่านมีครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น มีบุตร-ธิดา 2 คน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรี ชัยเสรี ปัจจุบันเป็น รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.ปิยวัชร ชัยเสรี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ส จำกัด ทั้งนี้ คุณนงเยาว์ ท่านเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับพระราชทานปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอีกด้วย และนอกจากนี้ท่านเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และยังได้ช่วยเหลืองานกิจการต่างๆ ของโครงการหลวงซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “คุณหญิง” ซึ่งตำแหน่งปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี จึงนับได้ว่าครอบครัวของท่านอาจารย์เป็นครอบครัวที่มีความสุข ความอบอุ่นและเป็นครอบครัวคุณภาพอย่างแท้จริง




งานเพื่อสังคมและเกียรติประวัติที่ได้รับ

ท่านอาจารย์ได้ให้ความสนใจการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมวิชาชีพทางวิศวกรรม ซึ่งตอนนั้นมีแห่งเดียว คือ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่ง วสท. ในยุคสมัยแรกมีแตกต่างกับปัจจุบันเป็นอย่างมาก มีเพียงการออกวารสาร “วิศวกรรมสาร” อย่างเดียว แต่ก็มักมีการตีพิมพ์ ไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งการจัดประชุมสัมมนามีกำหนดไว้ต้องไม่น้อยกว่า 2 ปี/ครั้ง จึงเป็นแรงผลักดันให้ท่านเกิดความคิดที่จะเข้าไปช่วยทำกิจกรรมต่างๆ หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับ วสท. มีวิศกรบางท่านถามว่า “เป็นสมาชิก วสท. แล้วจะได้อะไร?” แต่ท่านมองในมุมกลับว่า “เราสมควรให้อะไรกับสมาคมมากกว่า เพราะการที่เราทำประโยชน์ให้แก่สมาคมวิศวกรรม ก็จะได้ประโยชน์ต่ออาชีพวิศวกรด้วย” จากจุดนี้เอง ท่านจึงเริ่มเข้าไปช่วยงานในสิ่งที่ถนัด เช่น เขียนบทความทางวิชาการ เป็นวิทยากรบรรยายทางวิชาการ เล่าถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก วสท. ให้มากที่สุด อีกทั้งยังเสียสละเวลาเข้ามาเป็นกรรมการอำนวยการ หรือกรรมการวิชาการ เพื่อช่วยดูแลให้สมาชิกมีความรู้เพียงพอในการประกอบวิชาชีพอย่างมีจรรยาบรรณ และไม่ถูกใครเอารัดเอาเปรียบ

เมื่อท่านอาจารย์เข้าไปเป็นอนุกรรมการทางด้านวิศวกรรมโยธา งานใหญ่ชิ้นแรกก็คือ การจัดทำมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม เพราะสมัยนั้นการทำงานของวิศวกรไทยต้องอ้างอิงมาตรฐานต่างประเทศ ซึ่งท่านเล็งเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีมาตรฐานการทำงานของตนเองที่เข้าได้กับมาตรฐานสากล จึงได้มีการแปลและปรับปรุงจากมาตรฐานของต่างประเทศมาเป็นมาตรฐานของไทย อาทิ มาตรฐานอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก มาตรฐานอาคารเหล็กรูปพรรณ มาตรฐานอาคารไม้ เสาเข็มเจาะขนาดใหญ่ เสาเข็มไมโคร นอกจากนี้ท่านยังเขียนตำราไว้อีก 3 เล่ม คือ 1) การวิบัติของอาคาร สาเหตุและการแก้ไข 2) อันตรายจากการก่อสร้างอาคารและวิธีป้องกัน และ 3) เกร็ดความรู้ในการก่อสร้างอาคารและคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งท่านได้มอบหนังสือ 3 เล่มนี้ให้ไว้กับ วสท. สำหรับพิมพ์จำหน่ายเพื่อหารายได้เข้า วสท. จนถึงปัจจุบัน

ท่านอาจารย์มีความผูกพันกับ วสท. เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้เริ่มเข้าร่วมทำงานกับ วสท. ตั้งแต่ท่านยังเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งในสมัยนั้น วสท. ตั้งอยู่ที่ตึกโคลัมโบ (ตึกนิวเคลียร์) ท่านมีส่วนร่วมรับหน้าที่เข้าไปเป็น อนุกรรมการ ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา กรรมการกลาง อุปนายก วสท. และตำแหน่ง นายก วสท. ถึง 2 สมัย (วาระปี พ.ศ. 2537 – 2538 และปี พ.ศ. 2539 – 2540) ซึ่งในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นนายก วสท. ได้ทำการย้ายสำนักงาน วสท. จากตึกโคลัมโบ จุฬาฯ ไปที่อาคารสร้างใหม่ใน ซอยรามคำแหง 39 ซึ่งก็คือสถานที่ตั้งของ วสท. ในปัจจุบันนี้

ช่วงปลายของการเป็นอาจารย์สอนหนังสือและการเริ่มต้นประกอบอาชีพวิศวกรรม ท่านได้ขอรับใบอนุญาตการประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุม และสอบเลื่อนระดับจนได้เป็นระดับวุฒิวิศวกร และยังได้รับการเชิญชวนให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการการประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุม (ก.ว.) ซึ่งท่านเข้าไปเป็นอนุกรรมการต่างๆ ในอีกหลายคณะ เช่น การรับรองหลักสูตร การสอบเลื่อนระดับเป็นสามัญวิศวกร/วุฒิวิศวกร (โยธา)

ท่านได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการควบคุมอาคารของกรมโยธาธิการและผังเมือง มีหน้าที่ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เป็นประธานอนุกรรมการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการสร้างอาคารเพื่อต้านแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน และนอกเหนือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านวิศวกรรม ท่านยังได้เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา กรรมการ อนุกรรมการ ของหน่วยงานราชการและเอกชนจำนวนมาก อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ทบวงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของวิศวกรในหน่วยงาน เพราะท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยดี สุภาพ ไม่เคยพูดว่าร้ายใคร ชอบสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น เพราะติดการเป็นอาจารย์มาแต่เดิม

ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายทางวิชาการ ด้านวิศวกรรมโครงสร้างให้กับองค์กรหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก จนได้รับการยกย่องจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ว่าเป็นท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอย่างสูง จึงได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก 4 สถาบัน ดังนี้ 1) วิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) วิศวกรรมศาสตร์ดุษฎี-บัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 3) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัย-เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ 4) วิทยาศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมการก่อสร้างและการจัดการ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

ในปี พ.ศ. 2539-2543 ท่านอาจารย์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา และในช่วงเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์อาคารถล่มหลายแห่ง มีกระแสเรียกร้องให้วิศวกรปกครองดูแลกันเอง ซึ่งแต่เดิมมีคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม (ก.ว.ก.ส.) สังกัดกระทรวงมหาดไทย ควบคุมการทำงานของวิศวกรและสถาปนิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 ซึ่งหน้าที่หลักคือการออกใบอนุญาตและเพิกถอนเมื่อวิศวกรประพฤติผิดจรรยาบรรณ แต่ไม่ได้มีการส่งเสริมวิชาชีพและดูแลคุณภาพของวิศวกรที่มีใบอนุญาตฯ ดังนั้นกลุ่มวิศวกรจากการผลักดันของ วสท. ร่วมกับท่านอาจารย์ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในขณะนั้น ท่านจึงเข้าเป็นกรรมธิการยกร่างพระราชบัญญัติวิศวกรขึ้นและนำเสนอร่างดังกล่าวในที่ประชุมสภา ซึ่งได้มีการแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติอยู่หลายครั้ง ใช้เวลาประมาณกว่า 1 ปี ที่พระราชบัญญัติวิศวกรจะผ่านความเห็นชอบและได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จากบทบาทหน้าที่ที่ท่านทุ่มเทอย่างยิ่งยวดอันเป็นสิ่งสำคัญเป็นคุณประโยชน์ต่อวงการวิศวกรรมของประเทศไทย ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งเข้าร่วมเป็นกรรมการสภาวิศวกร และได้รับการเลือกจากคณะกรรมการสภาวิศวกร ให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาวิศวกร คนแรก ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2546 ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบากมาก เพราะเป็นช่วงก่อร่างสร้างตัวของสภาวิศวกร ด้วยการย้ายสำนักงานออกมาจากกระทรวงมหาดไทย และหาสถานที่ตั้งสำนักงานใหม่ โดยจะต้องวางระบบงาน ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติงาน ให้ทันเวลากับการทำงานอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด มีการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงาน และจัดทำฐานข้อมูลสมาชิกใหม่ทั้งหมด แต่ทั้งนี้สภาวิศวกรเกิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐเลยแม้แต่น้อย ในระยะแรกๆ จะทำอะไรจึงต้องคำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นสำคัญ ต้องประหยัดทุกทาง แต่ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก วสท. ในการให้ย้ายสถานที่ทำการเข้ามาอยู่ในอาคาร วสท. ก่อนและจ่ายเงินค่าเช่าในภายหลัง

ด้วยความรู้อย่างแตกฉานและคุณงามความดี ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ของราชบัณฑิตยสภา โดยรับหน้าที่เป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วิศวกรรมโยธา ซึ่งได้ใช้เวลามากว่า 10 ปีแล้ว ปัจจุบันการพิจารณารอบแรกเสร็จ และกำลังอยู่ในช่วงทบทวน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี จึงจะสำเร็จเรียบร้อย

ท่านอาจารย์เคยให้ความเห็นว่า “ประเทศจะเจริญได้ก็ต้องมีผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมมากๆ สมาคมวิชาชีพจะรุ่งเรืองได้ก็ต้องอาศัยผู้ที่ยอมสละเวลาช่วยกันคนละไม้คนละมือ นำความรู้และประสบการณ์มาเผยแพร่ให้แก่วิศวกรเป็นวิทยาทาน ซึ่งความรู้เหล่านี้สุดท้ายก็จะสู่ประเทศชาติและประชาชน ในขณะเดียวกันแทนที่วิศวกรจะทำงานเพื่อหาเงินอย่างเดียว เมื่อมีความมั่นคงแล้ว ก็ควรจะสละเวลาว่างช่วยสมาคมวิชาชีพและสถาบันหรือองค์กร เพื่อสาธารณประโยชน์เท่าที่จะทำได้” ตลอดชีวิตการทำงานของท่านที่อยู่ในวงการวิศวกรรม ได้สร้างสมประสบการณ์จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ประสบการณ์ของท่านถูกถ่ายทอดทั้งในรูปแบบของการบรรยาย และจัดทำหนังสือหลายต่อหลายเล่ม เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับวิศวกรรุ่นหลังได้ศึกษากับความสำเร็จที่ผ่านเข้ามาท่านว่ามักจะมีปัญหาคู่มาด้วยเสมอ และถ้ามีปัญหาใหญ่ๆ เกิดขึ้น ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ขั้นแรกต้องมีสติ อย่าตื่นกลัว (panic) หรือตีโพยตีพาย แล้ววิเคราะห์ปัญหาโดยละเอียด ถ้าอยู่ในวิสัยที่แก้เองได้ ก็พยายามแก้ไขด้วยความรอบคอบ แต่ถ้าอยู่นอกเหนือความรู้ความสามารถของเราก็ต้องใช้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหานั้นจริงๆ เนื่องจากมี "ผู้ปรารถนาดี" จำนวนมากที่มักจะทำให้เราเขว ฉะนั้นการตัดสินใจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งจะต้องหนักแน่นและมีสติ การทำสมาธิจะช่วยการตัดสินใจนี้ได้อย่างมาก”




ช่วงเกษียณ

ท่านอาจารย์มีของสะสมหลายอย่าง เพราะการทำงานต้องเดินทางไปหลายที่ เริ่มต้นจากสะสมเปลือกหอยซึ่งมีเกือบทุกประเภท ทั้งของไทยและต่างประเทศก็พอมีบ้างเล็กน้อย ของสะสมต่อมาคือสิ่งประดิษฐ์เป็นรูปนกฮูกและเต่า แต่ส่วนใหญ่จะเป็นช้างซึ่งทำจากวัสดุสารพัดชนิดแตกต่างกันไป มีหลากหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วไปจนถึงขนาดเท่าตัวจริง (ยังไม่นับ “ตึกช้าง” อาคารสูง 32 ชั้น) นอกจากนี้ก็ยังมีสะสมของเก่าเครื่องปั้นดินเผายุคต่างๆ แต่ในปัจจุบันท่านไม่ได้สะสมอะไรเพิ่มเติมแล้ว ท่านกลับไปอยู่กับธรรมชาติและใช้เวลายามว่างไปกับการถ่ายรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่ชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ ท่านมีลูกศิษย์อยู่ทั่วไป หนึ่งในนั้น คือ วิศวกรจากกรมทางหลวง ซึ่งมีบ้านอยู่ที่ตำบลแคมป์สน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชวนท่านไปดูที่ดินใกล้ภูเขาผาซ่อนแก้ว ซึ่งเมื่อท่านได้ไปถึงและพบเห็นภูมิประเทศ และบรรยากาศของสถานที่นั้นก็รู้สึกชอบทันที อีกทั้งด้านหลังติดเขาผาซ่อนแก้ว ด้านหน้าเป็นวิวทิวเขา จึงตกลงใจซื้อที่ดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และซื้อที่ดินสะสมทีละเล็กละน้อยจนได้เป็นที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งเดิมมีแต่หญ้าคาขึ้นท่วมหัว ท่านค่อยๆ พัฒนาพื้นที่โดยอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรม เริ่มจากการขุดสระน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ 1 สระ และขุดสระเล็กๆ อีกประมาณ 40 สระ พัฒนาทีละจุดจนครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ และตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ว่า “สวนป่าหิมพานต์” ท่านอาจารย์พยายามอนุรักษ์ธรรมชาติโดยการไม่เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ ทำให้พื้นที่ยังเป็นป่าด้วยการหาต้นไม้มาปลูกเพิ่ม ท่านชอบหาพันธุ์ไม้แปลกๆ ที่มีชื่ออยู่ในป่าหิมพานต์มาปลูกที่นี่ หากชนิดใดหาไม่ได้ ก็จะทำจำลองเลียนแบบขึ้นมา เช่น ต้นมักกะลีผล (ต้นไม้ที่ออกลูกเป็นหญิงสาว) เป็นการทำต้นไม้เทียมขึ้นมาตามจินตนาการและคำอธิบายลักษณะต้นที่มีระบุไว้ในหนังสือ ทำเหมือนของจริงแต่ย่อขนาดลงมา จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นต้นมักกะลีผลจริงๆ นอกจากต้นไม้แล้ว ท่านยังให้ช่างปั้นสัตว์หิมพานต์โดยการศึกษาจากตำราและวรรณคดี จากนั้นเอารูปแบบไปให้ช่างปั้น คอยดูแลแนะนำปรับปรุงจนได้สัตว์หิมพานต์มาหลายชนิด เช่น ไกรสรปักษา เหมราช ทักทอ กรินทร์ปักษา เหมราอัสดร ดุรงค์ไกรสร สินธพกุญชร มังกรวิหค นกหัสดินลิงค์ แล้วนำไปตั้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ เช่น เนินเหมราช ลานทักทอ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้สร้างเจดีย์ไว้ที่สวนป่าหิมพานต์ โดยมีพระอาจารย์อารยวังโส เจ้าอาวาสแห่งวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน เป็นผู้ริเริ่มและออกแบบแนวความคิดให้ แล้วจึงดำเนินการก่อสร้าง เมื่อสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย พระอาจารย์ฯ ยังกรุณามาทำพิธีและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเจดีย์แห่งนี้ พร้อมทั้งให้ชื่อว่า “ปทุมรัตนเจดีย์ศรีอารยวงศ์” และแท่นบูชาให้ชื่อว่า “พระแท่นรัตนปัทมบูชา” ณ บริเวณใกล้ๆ กับเจดีย์แห่งนี้ ยังได้หาพันธุ์ไม้ในพุทธประวัติมาปลูกด้วย อาทิ ต้นศรีมหาโพธิ์ที่เป็นต้นที่เกิดจากเมล็ดหรือกิ่งจากต้นเดิมที่พุทธคยาประเทศอินเดีย ต้นจิก (มุจลินท์) ต้นรัง ต้นสาละ เป็นต้น ท่านได้สร้างสรรค์สถานที่แห่งนี้จนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่เที่ยวได้ทุกฤดูกาลและท่านเองก็ไปที่สวนป่าหิมพานต์เดือนละ 2-3 ครั้ง ท่านพบเห็นว่า สวนป่าฯ แห่งนี้มีแมลงและผีเสื้อที่มีรูปร่างแปลกและไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน กิจกรรมหลักของท่านที่สวนป่าหิมพานต์คือการถ่ายรูปต้นไม้ดอกไม้ วิวทิวทัศน์ ผีเสื้อ ม็อธและแมลงต่างๆ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะท่านสามารถถ่ายภาพได้ชัดเจนมาก สามารถขยายออกมาเป็นร้อยเท่า เราจะได้เห็นรูปลักษณ์ที่แปลกและสีสันที่สวยงามแบบที่ไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน




บทสรุป

ตลอดชีวิตการทำงานของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี ที่อยู่ในวงการวิศวกรรม ท่านมีความรักในวิชาชีพ ได้สะสมประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการแก่ ลูกศิษย์ ลูกน้อง และวิศวกรในหน่วยงานราชการ ท่านสอนจรรยาบรรณในการทำงานวิชาชีพ ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ต่อเพื่อนร่วมงานและต่อตนเอง นอกจากความรู้เต็มเปี่ยมแล้ว ด้วยบุคลิกที่เป็นคนใจดี สุภาพ ไม่เคยว่าร้ายใคร จึงเป็นที่รักของทุกคนที่อยู่ใกล้ ไม่ใช่เฉพาะแต่วงการวิศวกรหรือสถาปนิกเท่านั้น แต่กับทุกคนที่ได้ทำงานด้วยกันและอยู่ใกล้ตัวท่าน จึงนับเป็นบุคคลตัวอย่างที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจึงสมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติในวงการวิชาชีพวิศวกรรมของประเทศไทย